พัดลมพกพาแบบไหน เสี่ยงโดนเรียกตรวจ โดนยึด

พัดลมพกพาเอาขึ้นเครื่องได้ และรู้วิธีเลือกแบบไม่ผิดกฎแล้ว
แต่สิ่งที่หลายคนยังพลาด…
ไม่ใช่เพราะ “กฎการบิน”
แต่เป็นเพราะ เลือกสินค้าผิดตั้งแต่ต้น
บางรุ่น “ตามบ้านใช้ดีมาก”
แต่พอเอาไปสนามบิน กลับกลายเป็นของต้องลุ้น
วันนี้เลยขอพามาดูตรง ๆ ว่า
พัดลมพกพา 4 ประเภท ที่ “เสี่ยง” มากกว่าปกติ
1) พัดลมที่ “ไม่ระบุสเปกแบตเตอรี่ชัดเจน”
ปัญหานี้เจอบ่อยมาก โดยเฉพาะพัดลมราคาถูกหรือโนเนม
- ไม่มี mAh / V / Wh ระบุบนตัวเครื่อง
- กล่องไม่มีข้อมูล
- เจ้าหน้าที่ถาม → ตอบไม่ได้
ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นจริง:
ไม่ได้แปลว่าผิดกฎ แต่ อธิบายไม่ได้ → เสี่ยงโดนกันไว้ก่อน
จุดนี้เองที่พัดลมพกพาในร้านมาตรฐานจะได้เปรียบ
เพราะสินค้าที่ขายเพื่อการเดินทาง มักระบุสเปกแบตชัดเจนตั้งแต่แรก
2) พัดลมใบพัดโลหะ / ดีไซน์ดูแข็งแรงเกินจำเป็น
แม้แบตจะไม่เกิน
แต่ “หน้าตา” ก็มีผล
- ใบพัดโลหะ
- โครงแข็ง หนา
- ดูคล้ายอุปกรณ์ช่าง
โดยเฉพาะสายการบิน Low-cost
ถ้าเจ้าหน้าที่ไม่คุ้น → มีสิทธิ์เรียกตรวจเพิ่ม
พัดลมพกพาที่ออกแบบสำหรับเดินทาง
มักใช้ใบพัดพลาสติก / ซิลิโคน / ซ่อนใบพัด
ซึ่งดูปลอดภัยและผ่านง่ายกว่า
3) พัดลม DIY หรือดัดแปลงแบตเตอรี่
อันนี้เสี่ยงสุด ไม่ต้องเถียง
- เปลี่ยนแบตเอง
- เพิ่มความจุ
- สายไฟโผล่
ไม่ว่าบินสายไหน มีสิทธิ์โดนห้ามพกทันที
สินค้าที่จำหน่ายในร้านที่โฟกัสสายเดินทาง
จะเป็นรุ่นที่ “แบตฝังจากโรงงาน” และผ่านมาตรฐานแล้ว
4) พัดลมตั้งโต๊ะขนาดใหญ่ (แม้จะเรียกว่า “พกพา”)
บางรุ่นตั้งโต๊ะได้จริง แต่…
- ขนาดใหญ่
- ใบพัดกว้าง
- กินพื้นที่ Carry-on
มักโดนมองว่า “ไม่ใช่อุปกรณ์พกพาส่วนตัว”
โดยเฉพาะถ้าใส่กระเป๋าถือที่แน่นอยู่แล้ว
แล้วควรเลือกพัดลมพกพาแบบไหน ถึงจะ “ไม่ต้องลุ้น”?
ถ้าดูจากประสบการณ์จริงของคนเดินทางบ่อย
พัดลมพกพาที่ผ่านด่านแบบสบาย ๆ มักมีจุดร่วมเหมือนกัน
คุณสมบัติที่ควรมองหา
- ระบุสเปกแบตชัด (mAh / V)
- แบตไม่สูง (ส่วนใหญ่ 2,000–4,000 mAh)
- ดีไซน์เรียบ ใบพัดไม่โลหะ
- ขนาดกะทัดรัด ใส่ Carry-on ได้ง่าย
ซึ่งตรงนี้เองคือ เหตุผลที่หลายคนเลือกซื้อจากร้านที่คัดสินค้าสำหรับเดินทางโดยเฉพาะ
เพราะไม่ต้องเสี่ยงลองผิดลองถูกเอง


